"ปกาเกอะญอ"ทำลายป่่าจริงหรือ
posted on 16 Oct 2009 01:24 by fluffyfox in Discussingพอดีเห็นว่าบล็อกอคิซังเขียนเรื่องโลกร้อน ทำให้นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
สัญญาเมื่่อตอนม.ปลายที่ยังไม่ได้ทำให้สำเร็จ...และบังเอิญตอนเขียนรายงาน(ญี่ปุ่น)สองหน้าเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมก็เกี่ยวกับเรื่องนี้เสียด้วย
เดาออกไหมว่าเรื่องอะไร... "ป่าไม้" ยังไงล่ะ
สมัย ม.ปลาย เมื่อครั้งที่ต้องเรียนเรื่องประเทศไทย 4 ภาค ฉันได้ไปออกภาคสนาม หรือที่เรียกกันว่าทัศนศึกษา ที่จังหวัดเชียงรายเมื่อเรียนเรื่องภาคเหนือ โดยการออกภาคสนามครั้งนี้ก็อาศัยพักที่บ้านของชาวบ้านเช่นเคย เพราะโรงเรียนสมัย ม.ปลาย ของฉันมีจำนวนนักเรียนน้อยมาก นักเรียนทั้งระดับชั้นจำนวน 31 คนจึงอาศัยนอนที่บ้านของชาวบ้านในหมู่บ้านได้
พวกเราพักอยู่ที่นั่นกันสองสัปดาห์ ในหมู่บ้านของ "ชาวปกาเกอะญอ" หรือที่มักเราเรียกรวมกันไปอย่างง่ายๆว่า "ชาวเขา" กว่าจะเดินทางไปถึงที่นั่นได้พวกเรา(คณะนักเรียนและอาจารย์)ก็ต้องนั่งรถบัสนอนไปถึงแปดชั่วโมงและนั่งรถสองแถวขึ้นไปอีกไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมงไปตามทางลูกรัง ซึ่งเมื่อปิดพลาสติกกันฝุ่นลงมาแล้วก็ทำเอาหลายคนคลื่นไส้เพราะมองออกไปไกลๆไม่ได้จนต้องแวะพักกันกลางทางเลยทีเดียว
ฉันได้ประสบการณ์หลายอย่างจากกการไปออกภาคสนามครั้งนั้น บางอย่างนั้นฉันก็ลืมไปเสียแล้ว แต่สิ่งที่ยังอยู่ในความทรงจำก็ยังมีอยู่ไม่น้อย เช่น ความหมายของคำว่า "ปกาเกอะญอ" ที่แปลว่า "คน มนุษย์" และการทำไร่เพาะปลูกของพวกเขา
ฉันเคยให้คำสัญญาไว้ว่าจะบอกคนอื่นๆให้ว่าพวกเขาได้ช่วยดูแลธรรมชาติกันอย่างไร และพวกเขาไม่ใช่ตัวการที่ทำให้พื้นที่ป่าลดลง ในที่สุดฉันก็ได้ทำตามสัญญานั้นเสียที แม้จะเป็นเพียงการเขียนลงในบล็อกเล็กๆนี้ก็ตาม
จริงอยู่ว่าการที่พวกเขาจะทำไร่ทำสวนเพาะปลูกได้นั้นจะต้องทีการถางที่และเตรียมที่ แต่การเตรียมที่ของพวกเขานั้นไม่ใช่การแผ้วถางที่ให้เตียนไปโดยสิ้นเชิง และไร่สวนของพวกเขาก็ไม่ได้ใหญ่โตอย่างที่ไร่สวนเพื่อการค้าขายเป็น ทั้งยังไม่ได้ถางที่ทำไร่เลื่อนลอยไปโดยไร่จุดหมายด้วย พวกเขาจะวนกลับมาทำไร่ในที่เดิมทุก 7 ปี โดยที่ซึ่งใช้ทำไร่ในแต่ละปีก็เป็นที่ประจำซึ่งใช้ทำไร่มาตั้งแต่ก่อน โดยจะวนเปลี่ยนที่ไปเพื่อให้ที่ดินได้มีโอกาสฟื้นตัวก่อนที่จะกลับมาใช้ทำไร่อีกครั้งหนึ่ง การเตรียมพื้นที่ทำไร่นั้นก็เป็นเพียงการตัดต้นไม้เล็กๆที่เกะกะออกโดยเหลือตอไว้ และเผาหญ้าที่คลุมพื้นที่ส่วนนั้นออกบ้างเพื่อไม่ให้แย่งสารอาหารพืชที่จะปลูก ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไปที่ดินตรงนั้นก็จะฟื้นกลับมาได้เองตามธรรมชาติ
หากจะบอกว่าพวกเขาทำลายป่าเพราะเผาป่า ฉันก็ต้องขอบอกว่าพวกเขาไม่ได้คิดจะเผาก็เผา ก่อนที่พวกเขาจะเผาหญ้าในการเตรียมที่เพาะปลูกพวกเขาจะกวาดหญ้าและใบไม้ต่างๆที่อาจติดไฟได้ออก เว้นที่เป็นแนวกันไฟไว้ ดังนั้นไฟจะไม่ลามออกจากส่วนที่พวกเขาต้องการจะเตรียมพื้นที่เพราะปลูก นอกจากนี้พวกเขายังคอยดูแลทำแนวกันไฟเพื่อกันไม่ให้ไฟป่าที่อาจเกิดขึ้นลุกลามอีกด้วย
ไม่ใช่แค่นั้น พวกเขายังมีประเพณีที่ช่วยรักษาป่าไม้ด้วย คือ การนำรกและสายสะดือเด็กที่เกิดมาใส่กระบอกไม้ไผ่นำไปผูกไว้กับต้นไม้ในป่าเป็นการผูกขวัญ ฝากขวัญเด็กไว้กับต้นไม้ และห้ามไม่ให้ใครตัดต้นไม้นั้นเด็ดขาด เพราะเชื่อว่าจะส่งผลร้ายต่อเจ้าของสายสะดือที่ฝากขวัญไว้กับต้นไม้นั้นด้วย ซึ่งเป็นการปกป้องรักษาต้นไม้นั้นไว้ไม่ให้ใครมาตัดทำลายไปโดยปริยาย เขาจะเรียกต้นไม้ที่ผูกขวัญไว้นี้ว่า"ต้นสะดือ" ป่าส่วนที่มีต้นไม้นี้อยู่เขาก็จะเรียกว่า"ป่าสะดือ" เป็นป่าส่วนที่เขาจะไม่เข้าไปตัดไม้เป็นอันขาด ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรป่าส่วนนั้นก็จะยังคงอยู่เป็นปอดของโลกและแหล่งต้นน้ำลำธารต่อไป ถือได้ว่าวิถีชีวิตของพวกเขาสอดคล้องกับธรรมชาติและยังคอยดูแลป่าไม้อีกด้วย
แม้จะยังไม่ดีนัก แต่นี่คือสิ่งที่ฉันสามารถถ่ายทอดให้ทุกคนรับรู้ได้...ตามสัญญาที่ได้ให้ไว้กับพวกเขาที่รอบกองไฟในคืนนั้น ณ หมู่บ้านบนภูเขา
