Discussing

พอดีเห็นว่าบล็อกอคิซังเขียนเรื่องโลกร้อน  ทำให้นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้

สัญญาเมื่่อตอนม.ปลายที่ยังไม่ได้ทำให้สำเร็จ...และบังเอิญตอนเขียนรายงาน(ญี่ปุ่น)สองหน้าเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมก็เกี่ยวกับเรื่องนี้เสียด้วย

 

 

เดาออกไหมว่าเรื่องอะไร... "ป่าไม้" ยังไงล่ะ

 

สมัย ม.ปลาย เมื่อครั้งที่ต้องเรียนเรื่องประเทศไทย 4 ภาค  ฉันได้ไปออกภาคสนาม หรือที่เรียกกันว่าทัศนศึกษา ที่จังหวัดเชียงรายเมื่อเรียนเรื่องภาคเหนือ  โดยการออกภาคสนามครั้งนี้ก็อาศัยพักที่บ้านของชาวบ้านเช่นเคย  เพราะโรงเรียนสมัย ม.ปลาย ของฉันมีจำนวนนักเรียนน้อยมาก  นักเรียนทั้งระดับชั้นจำนวน 31 คนจึงอาศัยนอนที่บ้านของชาวบ้านในหมู่บ้านได้

พวกเราพักอยู่ที่นั่นกันสองสัปดาห์  ในหมู่บ้านของ "ชาวปกาเกอะญอ" หรือที่มักเราเรียกรวมกันไปอย่างง่ายๆว่า "ชาวเขา"  กว่าจะเดินทางไปถึงที่นั่นได้พวกเรา(คณะนักเรียนและอาจารย์)ก็ต้องนั่งรถบัสนอนไปถึงแปดชั่วโมงและนั่งรถสองแถวขึ้นไปอีกไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมงไปตามทางลูกรัง ซึ่งเมื่อปิดพลาสติกกันฝุ่นลงมาแล้วก็ทำเอาหลายคนคลื่นไส้เพราะมองออกไปไกลๆไม่ได้จนต้องแวะพักกันกลางทางเลยทีเดียว

ฉันได้ประสบการณ์หลายอย่างจากกการไปออกภาคสนามครั้งนั้น  บางอย่างนั้นฉันก็ลืมไปเสียแล้ว  แต่สิ่งที่ยังอยู่ในความทรงจำก็ยังมีอยู่ไม่น้อย เช่น ความหมายของคำว่า "ปกาเกอะญอ" ที่แปลว่า "คน มนุษย์"  และการทำไร่เพาะปลูกของพวกเขา

ฉันเคยให้คำสัญญาไว้ว่าจะบอกคนอื่นๆให้ว่าพวกเขาได้ช่วยดูแลธรรมชาติกันอย่างไร และพวกเขาไม่ใช่ตัวการที่ทำให้พื้นที่ป่าลดลง  ในที่สุดฉันก็ได้ทำตามสัญญานั้นเสียที  แม้จะเป็นเพียงการเขียนลงในบล็อกเล็กๆนี้ก็ตาม

 

จริงอยู่ว่าการที่พวกเขาจะทำไร่ทำสวนเพาะปลูกได้นั้นจะต้องทีการถางที่และเตรียมที่  แต่การเตรียมที่ของพวกเขานั้นไม่ใช่การแผ้วถางที่ให้เตียนไปโดยสิ้นเชิง  และไร่สวนของพวกเขาก็ไม่ได้ใหญ่โตอย่างที่ไร่สวนเพื่อการค้าขายเป็น  ทั้งยังไม่ได้ถางที่ทำไร่เลื่อนลอยไปโดยไร่จุดหมายด้วย  พวกเขาจะวนกลับมาทำไร่ในที่เดิมทุก 7 ปี  โดยที่ซึ่งใช้ทำไร่ในแต่ละปีก็เป็นที่ประจำซึ่งใช้ทำไร่มาตั้งแต่ก่อน  โดยจะวนเปลี่ยนที่ไปเพื่อให้ที่ดินได้มีโอกาสฟื้นตัวก่อนที่จะกลับมาใช้ทำไร่อีกครั้งหนึ่ง  การเตรียมพื้นที่ทำไร่นั้นก็เป็นเพียงการตัดต้นไม้เล็กๆที่เกะกะออกโดยเหลือตอไว้  และเผาหญ้าที่คลุมพื้นที่ส่วนนั้นออกบ้างเพื่อไม่ให้แย่งสารอาหารพืชที่จะปลูก  ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไปที่ดินตรงนั้นก็จะฟื้นกลับมาได้เองตามธรรมชาติ

หากจะบอกว่าพวกเขาทำลายป่าเพราะเผาป่า  ฉันก็ต้องขอบอกว่าพวกเขาไม่ได้คิดจะเผาก็เผา  ก่อนที่พวกเขาจะเผาหญ้าในการเตรียมที่เพาะปลูกพวกเขาจะกวาดหญ้าและใบไม้ต่างๆที่อาจติดไฟได้ออก  เว้นที่เป็นแนวกันไฟไว้  ดังนั้นไฟจะไม่ลามออกจากส่วนที่พวกเขาต้องการจะเตรียมพื้นที่เพราะปลูก  นอกจากนี้พวกเขายังคอยดูแลทำแนวกันไฟเพื่อกันไม่ให้ไฟป่าที่อาจเกิดขึ้นลุกลามอีกด้วย

ไม่ใช่แค่นั้น  พวกเขายังมีประเพณีที่ช่วยรักษาป่าไม้ด้วย  คือ การนำรกและสายสะดือเด็กที่เกิดมาใส่กระบอกไม้ไผ่นำไปผูกไว้กับต้นไม้ในป่าเป็นการผูกขวัญ ฝากขวัญเด็กไว้กับต้นไม้  และห้ามไม่ให้ใครตัดต้นไม้นั้นเด็ดขาด  เพราะเชื่อว่าจะส่งผลร้ายต่อเจ้าของสายสะดือที่ฝากขวัญไว้กับต้นไม้นั้นด้วย  ซึ่งเป็นการปกป้องรักษาต้นไม้นั้นไว้ไม่ให้ใครมาตัดทำลายไปโดยปริยาย  เขาจะเรียกต้นไม้ที่ผูกขวัญไว้นี้ว่า"ต้นสะดือ"  ป่าส่วนที่มีต้นไม้นี้อยู่เขาก็จะเรียกว่า"ป่าสะดือ" เป็นป่าส่วนที่เขาจะไม่เข้าไปตัดไม้เป็นอันขาด  ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรป่าส่วนนั้นก็จะยังคงอยู่เป็นปอดของโลกและแหล่งต้นน้ำลำธารต่อไป  ถือได้ว่าวิถีชีวิตของพวกเขาสอดคล้องกับธรรมชาติและยังคอยดูแลป่าไม้อีกด้วย

 

แม้จะยังไม่ดีนัก  แต่นี่คือสิ่งที่ฉันสามารถถ่ายทอดให้ทุกคนรับรู้ได้...ตามสัญญาที่ได้ให้ไว้กับพวกเขาที่รอบกองไฟในคืนนั้น ณ หมู่บ้านบนภูเขา