MyMind

เอ่อ..ถ้าGคุงผ่านมาเจอ  ขอไว้ก่อนเลยนะว่าเอนทรี่นี้อย่าคอมเมนต์เลย  ขอร้องล่ะ   อย่าอ่านเลยยิ่งดี(แต่ถ้าอ่านไปแล้วก็ช่วยไม่ได้แฮะ)

 

 

 

ทั้งที่เคยเขียนไว้ว่าคงไม่ใช้ชื่อหมวดนี้อีกแล้ว..แต่มันก็อดไม่ได้

เพราะใจคนนั้นไม่แน่นอน  ไม่อาจเอาแน่ได้ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่

อาจเปลี่ยนได้ตามวันเวลาที่ผ่านไป..หรืออาจยึดแน่นอยู่กับบางสิ่งโดยไม่เปลี่ยนแปลง

เป็นสิ่งที่แม้เจ้าของเองก็ยังไม่อาจเข้าใจ

 

ทั้งที่ปิดเทอมแล้ว  ควรจะดีใจที่ได้หยุดอยู่บ้านเสียที

แต่... กลับรู้สึกหดหู่ชอบกล   ไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่เลย

ทั้งที่อีกไม่นานก็ได้ไปงานสัปดาห์หนังสือ  ไปซื้อนิยายที่ตามอ่านอยู่แล้วแท้ๆ

ไม่น่าจะเป็นเพราะไม่ได้เจอเพื่อนๆ  เพราะถ้าอยากคุยก็ออนเอ็มมาคุยกันได้

ไม่น่าจะใช่เรื่องงานค้าง  เพราะก็ทำรายงานส่งไปแล้ว  ถึงจะส่งช้าแบบไม่น่าอภัยก็ตาม

 

หรือจะเพราะรู้สึกไม่ดีที่ตัวเองทำงานส่งได้ไม่ทันกำหนดกันนะ

เพราะที่จริงแล้วอยากจะทำส่ง  แต่มักจะจัดเวลาไม่ดีจนเสร็จไม่ทันส่งอยู่เรื่อย

เทอมที่ผ่านมาก็มีจำนวนงานที่ไม่ได้ส่งเพิ่มขึ้นกว่าเทอมก่อนด้วย

 

ภาพที่เห็นจากหน้าต่างวันนี้ก็น่าจะเหมือนกับทุกๆวัน

ท้องฟ้ายามเย็นที่สีออกทึมๆเพราะพระอาทิตย์คล้อยหายไปแล้ว  มีเมฆกระจายอยู่เต็ม  แต่กลับไม่ดูเป็นปุยสวยเหมือนในหนังสือภาพสักนิด  เพราะท้องฟ้านั้นไม่ใช่สีฟ้าใสกระจ่างตาที่สดใส

ต้นไม้ผอมสูงต้นหนึ่งที่ยืนต้นสูงชะลูดกับใบที่เรียกได้ว่า"เกือบ"เต็มต้นเพราะส่วนหนึ่งหายไปเหลือแต่ก้านโกร๋นๆท้าลมยามเย็นที่เริ่มพัดโชย

ทั้งที่เป็นภาพที่น่าจะเห็นจนชินแล้วแท้ๆ... แต่ไม่รู้ทำไมพอมองในวันนี้แล้วยิ่งทำให้รู้สึกว้าเหว่ยิ่งกว่าเก่า

หรือจะเป็นเพราะบรรยากาศหน้าหนาวที่เริ่มมาพร้อมกับลมเย็นทีละน้อย

 

บางครั้งก็คิดว่าถ้าตัวเองเป็นคนที่ร่าเริง  ช่างพูด  มีความมั่นใจ เข้าสังคมได้ดีกว่านี้จะดีกว่าไหมนะ

เพราะตัวฉันในตอนนี้ดูจะอ่อนแอ  ดูจะพึ่งตัวเองไม่ได้เอาเสียเลย

ไม่อาจโทษได้ว่าการที่ฉันพูดน้อยเช่นนี้เป็นความผิดของใคร  เพราะคนที่ต้องตัดสินใจเปิดปากพูดและแสดงเจตจำนงว่าต้องการให้ฟังก็คือฉันเอง..ไม่ใช่ใครที่ไหน

แต่บางที.. ถ้าจะช่วยเปิดโอกาสและเสริมให้ฉันพูดบ้าง..มันจะช่วยได้บ้างไหมนะ..กับอาการปากหนักแบบนี้

บางทีฉันก็ตั้งทฤษฎีเช่นนั้นขึ้นพลางสงสัยว่ามันจะได้ผลจริงไหม

 

ฉันเคยคิด..และยังคิดอยู่...ว่าสักวันอยากจะเขียนเรื่องสั้นหรือนิยายสักเรื่องให้คนอื่นได้อ่าน

แต่ฉันก็พักความฝันนั้นไว้  เพราะคิดว่าการที่จะเขียนเรื่องที่ดีได้นั้นไม่ใช่สักแต่เขียน..แต่ต้องมีความความรู้และทักษะการถ่ายทอดที่ดีด้วย

ฉันคิดว่าฉันยังมีทั้งอย่างไม่เพียงพอจึงหยุดความฝันนั้นไว้..เพื่อรอจนกว่าฉันจะมีสองสิ่งนั้นพร้อม

 

แม้จะเคยคิดว่าการพูดกับการเขียนนั้นไม่เกี่ยวกัน  แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่เช่นนั้น

การพูดเป็นทักษะการติดต่อสื่อสารที่คนใช้กันอยู่ทุกวัน  นับเป็นวิธีการสื่อสารพื้นฐานที่ใช้กันบ่อยที่สุด

และการเขียนก็เป็นเพียงการเปลี่ยนคำพูดมาเป็นรูปร่างที่มองเห็นได้เท่านั้น... เป็นเพียงตัวแทนส่วนหนึ่งของคำพูด..ไม่ใช่ทั้งหมด

แล้วถ้าทักษะในการสื่อสารด้วยการพูดบกพร่องไปล่ะ  มันจะไม่ส่งผลถึงการเขียนด้วยหรือ... คำถามนี้ทำให้ฉันชะลอการเขียนเรื่องแต่งที่เขียนอยู่ลงจนเรียกได้ว่าหยุด

 

ไม่สิ.. ที่ฉันเป็นอยู่นี่คงไม่ใช่แค่อาการปากหนัก... แต่เป็นการหยุดการสื่อสารกับคนอื่นเลยต่างหาก

ฉันมักจะสร้างสภาพที่ตัดขาดการติดต่อสื่อสารกับคนอื่นและอยู่กับตัวเองอยู่บ่อยๆ

และเมื่อไม่ได้ฝีกการถ่ายทอดความคิดนานๆเข้า  ทักษะนั้นจึงเริ่มเสื่อมถอย

แน่นอนว่าฉันไม่อยากเป็นคนที่สื่อสารไม่เป็น  ดังนั้นฉันจึงพยายามฝึกการสื่อสารเป็นครั้งคราวเท่าที่ทำได้  แต่ทักษะการสื่อสารนั้นจะพัฒนาขึ้นได้ขนาดไหนนั้นยังไม่อาจรู้ได้

 

หรือว่าบางที...ความรู้สึกหดหู่นี้จะเป็นเพราะเริ่มรู้สึกตัวว่าเหลือเวลาที่จะหนีการออกสู่โลกที่แท้จริงไม่มากแล้วกันนะ  เพราะอีกเพียงประมาณไม่เกินสองปีฉันก็จะกลายเป็นคนที่มีวุฒิปริญญาตรีติดตัวอย่างสมบูรณ์แล้ว

แม้จะคิดว่าจะหาทางเรียนปริญญาโทต่อไปแต่ฉันเองก็ยังไม่รู้เลยว่าจะเรียนต่อปริญญาโทสาขาไหนหรือที่ไหน  ยังไม่ได้เริ่มคิดให้เป็นจริงเป็นจังเลยว่าถ้าเรียนระดับปริญญาตรีจบแล้วจะทำอะไรต่อกันแน่  มีเพียงความคิดที่คิดไว้ว่าถ้าเป็นไปได้ก็จะไปเรียนทำขนมแบบญี่ปุ่นหากเขาจะยอมสอนให้คนต่างชาติอย่างฉัน  มีเพียงความคิดนี้เท่านั้นเอง

 

ที่ฉันเรียนภาษาญี่ปุ่นนั้นเป็นเพราะอยากอ่านออกและเข้าใจเท่านั้นเอง  ไม่ได้เริ่มเรียนเพราะชอบศิลปินญี่ปุ่น วัฒนธรรม หรือจำใจเลือกจากตัวเลือกภาษาที่มี  ดังนั้นจึงไร้เป้าหมายที่เป็นรูปธรรม  มีเพียงความรู้สึกว่า"อยากอ่านให้เข้าใจและแปลได้"เป็นตัวผลักดัน  ทำให้ไม่แน่ใจว่าเมื่อเรียนไปแล้วจะเอาความรู้ไปทำอะไรต่อดี หรือจะเดินไปในทางเส้นไหนดี

บางที... ที่ฉันเลือกเรียนภาษาญี่ปุ่นเป็นวิชาเอกด้วยนั้นอาจเป็นเพราะรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้มีโอกาสให้คุณย่าซึ่งเคยเป็นอาจารย์สอนภาษาญี่ปุ่นสอนให้ก็ได้  เพราะท่านเสียไปก่อนที่ฉันได้มีโอกาสเลือกเรียนภาษาที่สามเพียงไม่กี่ปี

 

...คนที่ชอบเล่นกับคำ ดูการเล่นคำแต่กลับพร่องทักษะการสื่อสารอย่างฉัน  จะเขียนเรื่องสั้นหรือนิยายได้ในสักวันไหมนะ...

 

 

ฉันรู้ว่ามันไม่ถูกที่จะมานั่งบ่น  แต่อย่างไรเสีย...นี่ก็อาจนับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกสื่อสารที่คนปากหนักอย่างฉันจะทำได้

ใช่..คนปากหนักที่มักจะเงียบและฟังคนอื่นคุยกันเมื่อไม่มีคู่สนทนา และสามารถเดินตามหลังไปเงียบๆได้โดยเขาไม่รู้ตัวอย่างฉัน... สักวันจะต้องพัฒนาขึ้นให้ได้

 

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

แหะๆ ว่าแล้วว่าต้องมีปฏิกิริยากลับ

 

รับทราบความเป็นห่วงจ้าทุกคน

 

ที่จริงเนี่ยนะ  ไอ้วิธีบ่นตัวเองแบบนี้ของเราเนี่ย  ถ้าพูดตรงๆ มันก็เป็นการด่าตัวเองเพื่อให้จิตสำนึกมันตื่นตัวขึ้นมาบ้างนั่นแหละนะ  แต่มันก็ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง

ตามการทำความเข้าใจของเราเนี่ย  บางทีเราต้องใช้ไม้แข็งกับตัวเอง ด่าตัวเองบ้าง(แบบนี้มันเรียกไม้แข็งมั้ยเนี่ย)  แต่ถ้าใช้บ่อยเกินมันก็จะทำให้เครียด  ถ้าน้อยเกินก็จะเอื่อยเฉื่อย  ปัญหาคือมันต้องใช้แค่ไหนถึงจะพอดีนั่นแหละ  อันนั้นเราเองก็ลองๆหาอยู่ว่าจุดที่พอดีมันคือตรงไหน

 

ที่เริ่มมาเขียนเอนทรี่นี้เนี่ยก็เพราะรู้สึกหดหู่อึดอัดยังไงแปลกๆเลยมานั่งเขียนระบายออกมาว่าน่าจะเป็นอะไรน่ะ  ลองยืมสไตล์ของฟ้ามาใช้ดู  แต่ก็พยายามตั้งให้เป็นอารมณ์กลางๆแล้วก็ใส่ว่าจะพยายามพัฒนาแล้วนา...

สื่อสารพลาดอีกแล้วเหรอเนี่ย  โทษทีๆ 

ที่หดหู่น่ะแค่ช่วงแรก  แต่หลังๆนี่เป็นช่วงลองเขียนเรียงๆเหมือนถ่ายข้อมูลออกมานั่งพิจารณาแล้วล่ะ  แบบว่าขุดเอาออกมาคลี่ดูบ่อยๆเผื่อมันจะกระตุ้นให้ความกระตือรือร้นเพิ่มหรือได้ไอเดียวิธีปรับอะไรแบบนี้

ดูท่าการนั่งเขียนวิเคราะห์วงจรความคิดตัวเองแบบนี้จะไม่เหมาะแฮะ..  แต่มันก็อยากลองปรึกษากับใครดูน่ะนะ  แต่จะไปเกาะให้ใครนั่งฟังคนเดียวมันก็ออกจะน่าสงสารเกิน  ก็แค่เขียนบันทึกลงสมุดไว้มันก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบซะอีก   อืมม...เอาไงดี - -"  เอาเถอะ  ยังไม่ตายคนเราก็ปรับได้เรื่อยๆแหละเนอะ ปรับต่อไปๆ  จนกว่าจะวิวัฒนาการ(?) (เก็บค่าประสบการณ์จากคอมเมนต์รึไงเนี่ยเรา)

 

ตอนนี้กลับมาปกติแล้วจ้า(อย่างน้อยก็พักนึงน่ะนะ  ได้ควานอะไรๆออกมาลองคิดดูแล้วก็โล่งไปพอควร)