สีฟ้าทึมๆยามเย็นกับใบไม้สีเขียวแก่ [rewritten]
posted on 13 Oct 2009 17:31 by fluffyfox in MyMindเอ่อ..ถ้าGคุงผ่านมาเจอ ขอไว้ก่อนเลยนะว่าเอนทรี่นี้อย่าคอมเมนต์เลย ขอร้องล่ะ อย่าอ่านเลยยิ่งดี(แต่ถ้าอ่านไปแล้วก็ช่วยไม่ได้แฮะ)
ทั้งที่เคยเขียนไว้ว่าคงไม่ใช้ชื่อหมวดนี้อีกแล้ว..แต่มันก็อดไม่ได้
เพราะใจคนนั้นไม่แน่นอน ไม่อาจเอาแน่ได้ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่
อาจเปลี่ยนได้ตามวันเวลาที่ผ่านไป..หรืออาจยึดแน่นอยู่กับบางสิ่งโดยไม่เปลี่ยนแปลง
เป็นสิ่งที่แม้เจ้าของเองก็ยังไม่อาจเข้าใจ
ทั้งที่ปิดเทอมแล้ว ควรจะดีใจที่ได้หยุดอยู่บ้านเสียที
แต่... กลับรู้สึกหดหู่ชอบกล ไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่เลย
ทั้งที่อีกไม่นานก็ได้ไปงานสัปดาห์หนังสือ ไปซื้อนิยายที่ตามอ่านอยู่แล้วแท้ๆ
ไม่น่าจะเป็นเพราะไม่ได้เจอเพื่อนๆ เพราะถ้าอยากคุยก็ออนเอ็มมาคุยกันได้
ไม่น่าจะใช่เรื่องงานค้าง เพราะก็ทำรายงานส่งไปแล้ว ถึงจะส่งช้าแบบไม่น่าอภัยก็ตาม
หรือจะเพราะรู้สึกไม่ดีที่ตัวเองทำงานส่งได้ไม่ทันกำหนดกันนะ
เพราะที่จริงแล้วอยากจะทำส่ง แต่มักจะจัดเวลาไม่ดีจนเสร็จไม่ทันส่งอยู่เรื่อย
เทอมที่ผ่านมาก็มีจำนวนงานที่ไม่ได้ส่งเพิ่มขึ้นกว่าเทอมก่อนด้วย
ภาพที่เห็นจากหน้าต่างวันนี้ก็น่าจะเหมือนกับทุกๆวัน
ท้องฟ้ายามเย็นที่สีออกทึมๆเพราะพระอาทิตย์คล้อยหายไปแล้ว มีเมฆกระจายอยู่เต็ม แต่กลับไม่ดูเป็นปุยสวยเหมือนในหนังสือภาพสักนิด เพราะท้องฟ้านั้นไม่ใช่สีฟ้าใสกระจ่างตาที่สดใส
ต้นไม้ผอมสูงต้นหนึ่งที่ยืนต้นสูงชะลูดกับใบที่เรียกได้ว่า"เกือบ"เต็มต้นเพราะส่วนหนึ่งหายไปเหลือแต่ก้านโกร๋นๆท้าลมยามเย็นที่เริ่มพัดโชย
ทั้งที่เป็นภาพที่น่าจะเห็นจนชินแล้วแท้ๆ... แต่ไม่รู้ทำไมพอมองในวันนี้แล้วยิ่งทำให้รู้สึกว้าเหว่ยิ่งกว่าเก่า
หรือจะเป็นเพราะบรรยากาศหน้าหนาวที่เริ่มมาพร้อมกับลมเย็นทีละน้อย
บางครั้งก็คิดว่าถ้าตัวเองเป็นคนที่ร่าเริง ช่างพูด มีความมั่นใจ เข้าสังคมได้ดีกว่านี้จะดีกว่าไหมนะ
เพราะตัวฉันในตอนนี้ดูจะอ่อนแอ ดูจะพึ่งตัวเองไม่ได้เอาเสียเลย
ไม่อาจโทษได้ว่าการที่ฉันพูดน้อยเช่นนี้เป็นความผิดของใคร เพราะคนที่ต้องตัดสินใจเปิดปากพูดและแสดงเจตจำนงว่าต้องการให้ฟังก็คือฉันเอง..ไม่ใช่ใครที่ไหน
แต่บางที.. ถ้าจะช่วยเปิดโอกาสและเสริมให้ฉันพูดบ้าง..มันจะช่วยได้บ้างไหมนะ..กับอาการปากหนักแบบนี้
บางทีฉันก็ตั้งทฤษฎีเช่นนั้นขึ้นพลางสงสัยว่ามันจะได้ผลจริงไหม
ฉันเคยคิด..และยังคิดอยู่...ว่าสักวันอยากจะเขียนเรื่องสั้นหรือนิยายสักเรื่องให้คนอื่นได้อ่าน
แต่ฉันก็พักความฝันนั้นไว้ เพราะคิดว่าการที่จะเขียนเรื่องที่ดีได้นั้นไม่ใช่สักแต่เขียน..แต่ต้องมีความความรู้และทักษะการถ่ายทอดที่ดีด้วย
ฉันคิดว่าฉันยังมีทั้งอย่างไม่เพียงพอจึงหยุดความฝันนั้นไว้..เพื่อรอจนกว่าฉันจะมีสองสิ่งนั้นพร้อม
แม้จะเคยคิดว่าการพูดกับการเขียนนั้นไม่เกี่ยวกัน แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่เช่นนั้น
การพูดเป็นทักษะการติดต่อสื่อสารที่คนใช้กันอยู่ทุกวัน นับเป็นวิธีการสื่อสารพื้นฐานที่ใช้กันบ่อยที่สุด
และการเขียนก็เป็นเพียงการเปลี่ยนคำพูดมาเป็นรูปร่างที่มองเห็นได้เท่านั้น... เป็นเพียงตัวแทนส่วนหนึ่งของคำพูด..ไม่ใช่ทั้งหมด
แล้วถ้าทักษะในการสื่อสารด้วยการพูดบกพร่องไปล่ะ มันจะไม่ส่งผลถึงการเขียนด้วยหรือ... คำถามนี้ทำให้ฉันชะลอการเขียนเรื่องแต่งที่เขียนอยู่ลงจนเรียกได้ว่าหยุด
ไม่สิ.. ที่ฉันเป็นอยู่นี่คงไม่ใช่แค่อาการปากหนัก... แต่เป็นการหยุดการสื่อสารกับคนอื่นเลยต่างหาก
ฉันมักจะสร้างสภาพที่ตัดขาดการติดต่อสื่อสารกับคนอื่นและอยู่กับตัวเองอยู่บ่อยๆ
และเมื่อไม่ได้ฝีกการถ่ายทอดความคิดนานๆเข้า ทักษะนั้นจึงเริ่มเสื่อมถอย
แน่นอนว่าฉันไม่อยากเป็นคนที่สื่อสารไม่เป็น ดังนั้นฉันจึงพยายามฝึกการสื่อสารเป็นครั้งคราวเท่าที่ทำได้ แต่ทักษะการสื่อสารนั้นจะพัฒนาขึ้นได้ขนาดไหนนั้นยังไม่อาจรู้ได้
หรือว่าบางที...ความรู้สึกหดหู่นี้จะเป็นเพราะเริ่มรู้สึกตัวว่าเหลือเวลาที่จะหนีการออกสู่โลกที่แท้จริงไม่มากแล้วกันนะ เพราะอีกเพียงประมาณไม่เกินสองปีฉันก็จะกลายเป็นคนที่มีวุฒิปริญญาตรีติดตัวอย่างสมบูรณ์แล้ว
แม้จะคิดว่าจะหาทางเรียนปริญญาโทต่อไปแต่ฉันเองก็ยังไม่รู้เลยว่าจะเรียนต่อปริญญาโทสาขาไหนหรือที่ไหน ยังไม่ได้เริ่มคิดให้เป็นจริงเป็นจังเลยว่าถ้าเรียนระดับปริญญาตรีจบแล้วจะทำอะไรต่อกันแน่ มีเพียงความคิดที่คิดไว้ว่าถ้าเป็นไปได้ก็จะไปเรียนทำขนมแบบญี่ปุ่นหากเขาจะยอมสอนให้คนต่างชาติอย่างฉัน มีเพียงความคิดนี้เท่านั้นเอง
ที่ฉันเรียนภาษาญี่ปุ่นนั้นเป็นเพราะอยากอ่านออกและเข้าใจเท่านั้นเอง ไม่ได้เริ่มเรียนเพราะชอบศิลปินญี่ปุ่น วัฒนธรรม หรือจำใจเลือกจากตัวเลือกภาษาที่มี ดังนั้นจึงไร้เป้าหมายที่เป็นรูปธรรม มีเพียงความรู้สึกว่า"อยากอ่านให้เข้าใจและแปลได้"เป็นตัวผลักดัน ทำให้ไม่แน่ใจว่าเมื่อเรียนไปแล้วจะเอาความรู้ไปทำอะไรต่อดี หรือจะเดินไปในทางเส้นไหนดี
บางที... ที่ฉันเลือกเรียนภาษาญี่ปุ่นเป็นวิชาเอกด้วยนั้นอาจเป็นเพราะรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้มีโอกาสให้คุณย่าซึ่งเคยเป็นอาจารย์สอนภาษาญี่ปุ่นสอนให้ก็ได้ เพราะท่านเสียไปก่อนที่ฉันได้มีโอกาสเลือกเรียนภาษาที่สามเพียงไม่กี่ปี
...คนที่ชอบเล่นกับคำ ดูการเล่นคำแต่กลับพร่องทักษะการสื่อสารอย่างฉัน จะเขียนเรื่องสั้นหรือนิยายได้ในสักวันไหมนะ...
ฉันรู้ว่ามันไม่ถูกที่จะมานั่งบ่น แต่อย่างไรเสีย...นี่ก็อาจนับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกสื่อสารที่คนปากหนักอย่างฉันจะทำได้
ใช่..คนปากหนักที่มักจะเงียบและฟังคนอื่นคุยกันเมื่อไม่มีคู่สนทนา และสามารถเดินตามหลังไปเงียบๆได้โดยเขาไม่รู้ตัวอย่างฉัน... สักวันจะต้องพัฒนาขึ้นให้ได้
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แหะๆ ว่าแล้วว่าต้องมีปฏิกิริยากลับ
รับทราบความเป็นห่วงจ้าทุกคน
ที่จริงเนี่ยนะ ไอ้วิธีบ่นตัวเองแบบนี้ของเราเนี่ย ถ้าพูดตรงๆ มันก็เป็นการด่าตัวเองเพื่อให้จิตสำนึกมันตื่นตัวขึ้นมาบ้างนั่นแหละนะ แต่มันก็ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง
ตามการทำความเข้าใจของเราเนี่ย บางทีเราต้องใช้ไม้แข็งกับตัวเอง ด่าตัวเองบ้าง(แบบนี้มันเรียกไม้แข็งมั้ยเนี่ย) แต่ถ้าใช้บ่อยเกินมันก็จะทำให้เครียด ถ้าน้อยเกินก็จะเอื่อยเฉื่อย ปัญหาคือมันต้องใช้แค่ไหนถึงจะพอดีนั่นแหละ อันนั้นเราเองก็ลองๆหาอยู่ว่าจุดที่พอดีมันคือตรงไหน
ที่เริ่มมาเขียนเอนทรี่นี้เนี่ยก็เพราะรู้สึกหดหู่อึดอัดยังไงแปลกๆเลยมานั่งเขียนระบายออกมาว่าน่าจะเป็นอะไรน่ะ ลองยืมสไตล์ของฟ้ามาใช้ดู แต่ก็พยายามตั้งให้เป็นอารมณ์กลางๆแล้วก็ใส่ว่าจะพยายามพัฒนาแล้วนา...
สื่อสารพลาดอีกแล้วเหรอเนี่ย โทษทีๆ
ที่หดหู่น่ะแค่ช่วงแรก แต่หลังๆนี่เป็นช่วงลองเขียนเรียงๆเหมือนถ่ายข้อมูลออกมานั่งพิจารณาแล้วล่ะ แบบว่าขุดเอาออกมาคลี่ดูบ่อยๆเผื่อมันจะกระตุ้นให้ความกระตือรือร้นเพิ่มหรือได้ไอเดียวิธีปรับอะไรแบบนี้
ดูท่าการนั่งเขียนวิเคราะห์วงจรความคิดตัวเองแบบนี้จะไม่เหมาะแฮะ.. แต่มันก็อยากลองปรึกษากับใครดูน่ะนะ แต่จะไปเกาะให้ใครนั่งฟังคนเดียวมันก็ออกจะน่าสงสารเกิน ก็แค่เขียนบันทึกลงสมุดไว้มันก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบซะอีก อืมม...เอาไงดี - -" เอาเถอะ ยังไม่ตายคนเราก็ปรับได้เรื่อยๆแหละเนอะ ปรับต่อไปๆ จนกว่าจะวิวัฒนาการ(?) (เก็บค่าประสบการณ์จากคอมเมนต์รึไงเนี่ยเรา)
ตอนนี้กลับมาปกติแล้วจ้า(อย่างน้อยก็พักนึงน่ะนะ ได้ควานอะไรๆออกมาลองคิดดูแล้วก็โล่งไปพอควร)
